หน้าหลัก » Nissan Nissan Note TEST DRIVE รีวิวรถ » TEST DRIVE : รีวิว NISSAN NOTE ขับง่ายให้ความคล่องตัว..พร้อมตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบความกว้าง

TEST DRIVE : รีวิว NISSAN NOTE ขับง่ายให้ความคล่องตัว..พร้อมตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบความกว้าง

โพสโดย : rapee | วันที่ : 19 July 2018
หมวดหมู่ : Nissan, Nissan Note, TEST DRIVE รีวิวรถ

TEST DRIVE : รีวิว NISSAN NOTE ขับง่ายให้ความคล่องตัว..พร้อมตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบความกว้าง

IMG_0668

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความต้องการของกลุ่มผู้ใช้รถในประเทศไทยค่อนข้างมีความหลากหลาย บางคนอาจชอบรถอเนกประสงค์ ที่สามารถปรับฟังก์ชั่นใช้งานได้ตามต้องการ ส่วนบางคนอยากได้รถที่มีขนาดกะทัดรัดคล่องตัวไว้ขับง่ายๆ ในเมือง หรือไม่บางคนอาจชอบรถที่ซีซีต่ำเน้นความประหยัด ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์หลายแบรนด์ต่างก็พยายามพัฒนารถยนต์ออกมาให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างครอบคลุมด้วยรถคันเดียว

NISSAN นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์รถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับตลาดรถกลุ่มนี้ โดยเมื่อช่วงต้นปี 2017 ได้มีการเปิดตัวยนตรกรรมสไตล์อีโคคาร์ ‘NISSAN NOTE’ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมใช้ชื่อสื่อสารทางการตลาดว่า ‘คอมแพ็คแฮทช์แบค‘ อย่างไรก็ดีในหลายประเทศมีการทำตลาดรถรุ่นนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว โดย NOTE ที่ทำตลาดในบ้านเรา นับเป็นเจเนอเรชันที่ 2 ของโมเดล ก่อนหน้านี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในช่วงเดือนสิงหาคม 2012 ที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาในช่วงปลายปี 2013 ก็เปิดตัวรุ่นปรับโฉมหรือ Minor Change ครั้งแรก จากนั้นก็มีการปรับโฉมเพิ่มอุปกรณ์อีกครั้งในช่วงปี 2015 ก่อนที่ปลายปี 2016 ก็การปรับเปลี่ยนแต่งหน้าทาปากกันแบบชุดใหญ่ มาพร้อมกับขุมพลังแบบ Hybrid ในขณะเดียวกันทางฝากฝั่งยุโรป NISSAN NOTE เจนฯ 2 ก็มีการเปิดตัวทำตลาดตั้งแต่ช่วงปี 2013-2016

แน่นอนว่า NISSAN NOTE ที่เปิดตัวและทำตลาดในไทย ถือว่าสร้างกระแสความแปลกใหม่ในตลาดพอสมควร โดยพยายามชูจุดเด่นความเป็นคอมแพ็คแฮทช์แบคที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ภายใต้แนวคิดนวัตกรรมการเคลื่อนที่อัจฉริยะ หรือ Nissan Intelligent Mobility ครั้งแรกในรถกลุ่มอีโค-คาร์ ที่ให้ความมั่นใจในการขับขี่ ทำตลาด 2 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น 1.2L V CVT  568,000 บาท
  • รุ่น 1.2L VL CVT  640,000 บาท

โดยรุ่นที่ทีม 9Carthai ได้นำมารีวิว คือ 1.2L VL CVT (รุ่นท็อป)

IMG_0794
IMG_0802
รายละเอียดรูปลักษณ์ภายนอกของ NISSAN NOTE เริ่มที่ด้านหน้ามีจุดดึงดูดความน่าสนใจด้วยกระจังหน้าแบบ V-Motion ที่ผสมผสานความความโดดเด่นของแถบโครเมี่ยมและตะแกรงรังผึ้งไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ถูกนำมาใช้กับรถ NISSAN โมเดลใหม่หลายๆ รุ่น (ดีไซน์เหมือนกัน NOTE ที่ทำตลาดในญี่ปุ่น)

IMG_0793
IMG_0790
โคมไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์ ปรับระดับสูง-ต่ำได้ เติมเต็มความโดดเด่นอีกขั้นด้วย LED Signature Light (รุ่น V โคมไฟหน้าแบบฮาโลเจน โปรเจกเตอร์) ถัดลงมาด้านล่างซ้าย-ขวาของกันชนประกบไว้ด้วยไฟตัดหมอกเลนขาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า นอกจากนี้บริเวณช่องกันชนล่างยังเสริมด้วยแถบโครเมี่ยม (เฉพาะรุ่น VL) ส่วนกระจกมองข้างเป็นสีเดียวกับตัวรถและฝังไฟเลี้ยวแอลอีดีในตัว สามารถปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้า ส่วนด้านใต้ยังติดตั้งกล้องของระบบ AVM
IMG_0679ขณะเดียวกันมือจับประตูเสริมความสวยหรู ด้วยการเลือกใช้วัสดุแบบโครเมี่ยมมาพร้อมปุ่มเล็กๆ สีดำ (Intelligent Key) ช่วยให้สามารถเปิด-ล็อคประตูประตูทั้ง 4 บาน ได้จากด้านนอกโดยไม่ต้องกดปุ่มที่กุญแจแต่ต้องอยู่ในระยะที่สัญญาณของรีโมทจับถึง
IMG_0804
IMG_0805
IMG_0807
เส้นสายด้านข้างเน้นดีไซน์ด้วยมิติที่ลู่ลม ทั้งนี้เพื่อสอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์  โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (CD) เพียง 0.30 เท่านั้น ส่วนไฟท้ายมาในรูปแบบ Signature รูปทรงบูมเมอแรง เหนือขึ้นไปเป็นสปอยเลอร์ที่มาพร้อมกับไฟเบรกดวงที่สามแปะติดอยู่ (รุ่น V ไม่มีสปอยเลอร์แต่มีไฟเบรกดวงที่ 3) ส่วนเสาอากาศยังเป็นแบบเสาเดี่ยว ต่างกับแบรนด์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่มักใช้แบบครีบฉลาม ด้านล่างมุมชายกันชนซ้าย-ขวายังเสริมได้ความเท่ด้วยไฟทับทิม
IMG_0674
ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว ลวดลายแบบก้าน Y หน้าตาเหมือนกัน Almera รัดด้วยยางขนาด Dunlop Enesave ขนาด 195/55R15

123
มิติตัวรถ กว้าง 1,695 มม. ยาว 4,105 มม. สูง 1,535 มม.ระยะฐานล้อ 2,600 มม. ระยะห่างระหว่างล้อหน้า/หลัง: 1,480/1,485 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 155 มม. ความจุถังน้ำมัน 41 ลิตร น้ำหนัก รุ่น VL 1,061 กก. (รุ่น L 1,049 กก.)

IMG_0762
IMG_0650

ภายในห้องโดยสารภาพรวม เน้นดีไซน์เรียบง่ายและให้มุมมองที่โปร่งโล่งสบาย โดยเลือกใช้วัสดุโทนสีดำเป็นหลักพร้อมเติมเต็มด้วยวัสดุสีเงินบางจุด ส่วนแผงแดชบอร์ดฉีดขึ้นรูปด้วยพลาสติกดีไซน์ค่อนข้างจืดไปสักนิดไม่หวือหวาหรือสะดุดตามากนัก แผงประตูหน้าเป็นพลาสติกสีดำบุด้วยผ้า ส่วนมือจับเปิดประตูด้านในแบบโครเมียม และมีช่องสำหรับวางขวดน้ำไซส์เล็ก กระจกไฟฟ้ารอบคันโดยด้านคนขับสามารถเลื่อนขึ้น-ลงได้แบบจังหวะเดียว

IMG_0772
ตรงกลางคอนโซลมีการเสริมเติมความหรูด้วยวัสดุสี Piano Black เสมือนเป็นกรอบและพื้นหลังของชุดเครื่องเสียงจาก Kenwood ซึ่งมาพร้อมกับจอ LED สีแบบทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว รองรับการเล่นวิทยุ AM/FM, CD/MP3 HDMI-iPOD-USB และสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ด้วย Bluetooth ลำโพง 4 ตำแหน่ง (หน้า 2 หลัง 2) ส่วนช่องแอร์ดีไซน์แบบทรงกลมเสริมกรอบด้วยวัสดุสีเงิน ถัดลงมาเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมหน้าจอทรงกลมแสดงอุณหภูมิและฟังก์ชั่นการทำงานแบบดิจิตอล เหนือขึ้นไปใต้ก้านปัดน้ำฝนเป็นปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์แบบ Push Start

IMG_0769
ไล่ระดับลงมาเป็นแนวของคอนโซลเกียร์ที่ออกแบบให้ยาวไปเชื่อมต่อกับพนักท้าวแขน โดยมีการออกแบบให้มีช่องทรงกลม 2 ช่องสำหรับวางขวดน้ำไซส์เล็กหรือแก้วน้ำได้ ถัดมาเป็นคันเกียร์ดีไซน์เรียบๆ พร้อมการประดับฐานเกียร์ด้วยกรอบวัสดุสีเงิน

IMG_0782 IMG_0743ส่วนด้านใต้ของพนักพิงแขนมีจุดชาร์จไฟแบบ 12 โวลท์ บริเวณด้านท้ายเป็นพอร์ต USB 1 จุด ติดตั้งไว้รองรับการใช้งานสำหรับผู้โดยสารในเบาะแถวหลัง
IMG_0766
สำหรับพวงมาลัยดีไซน์ 3 ก้านแบบ D-Shape หุ้มยูรีเทน หน้าตารวมๆ ถือว่าสวยดีไม่เชยหรือโบราณ สามารถปรับตำแหน่งได้เฉพาะระดับสูง-ต่ำ ส่วนบริเวณก้านฝั่งซ้ายเป็นสวิตช์มัลติฟังก์ชั่น ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องเสียงและระบบโทรศัพท์
IMG_0722
ชุดมาตรวัดเป็นแบบเรืองแสง Fine Vision Meter ดีไซน์จากที่เห็นอาจดูจืดๆ ไม่หวือหว่าเท่าที่ควร ส่วนขีดแสดงระดับและตัวเลขเป็นสีขาว-เข็มสีส้ม ออกแบบเป็น 2 ช่อง ด้านฝั่งซ้ายเป็นความเร็วรอบ-ฝั่งขวาเป็นระดับความเร็ว
IMG_0648 IMG_0646

IMG_0644
ตรงกลางมาตรวัดเป็นจอมัลติฟังก์ชันดิสเพลย์ (MID) ทรงสามเหลี่ยมตัวเลขและไฟสีส้ม ทำหน้าที่แสดงข้อมูลการขับขี่ อุณหภูมิเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมระยะทางที่สามารถขับได้ มาตรวัดระยะทางรวมและ Trip A/B อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย อุณหภูมิภายนอก นาฬิกาดิจิตอล เสียงสัญญาณเตือนลืมปิดไฟหน้าและระบบเตือนเมื่อลืมกุญแจ

IMG_0643
IMG_0813
ถัดลงมาด้านซ้ายใต้ก้านสวิตช์ไฟเลี้ยว บริเวณมุมแดชบอร์ดฝั่งขวาเป็นศูนย์รวมของสวิตช์ต่างๆ ทั้งสวิตช์ตัดการทำงานของระบบ Idling Stop, ปรับพับเก็บและมุมมองกระจกมองข้าง, ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า และระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง ส่วนกุญแจเป็นรีโมทอัจฉริยะ Intelligent Key พร้อมระบบ Immobilizer

IMG_0584

นอกจากนี้ NISSAN ยังได้เต็มเติมความปลอดภัยให้กับผู้ขับอีกขั้น โดยเหนือขึ้นไปที่บริเวณกระจกมองหลัง (แบบตัดแสงในเวลากลางคืนอัตโนมัติ) ยังทำหน้าที่เป็นจอแสดงภาพจากกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา Intelligent Around View Monitor (AVM) ซึ่งจังหวะการใช้งานจริงพบว่าไม่สะดวกเท่าที่ควร เพราะด้วยขนาดของจอนั้นค่อนข้างเล็กและมีตำแหน่งอยู่สูง ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน จะให้ชัวร์ต้องเพ่งหรือขยับเข้าไปมองใกล้ๆ ถึงจะเห็นได้ชัด

IMG_0773

แผ่นบังแดดมาพร้อมกระจกส่องหน้า แต่เสียดายไม่มีไฟส่องสว่างติดมาให้ด้วย
IMG_0752

ในส่วนของเบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าสีดำมีการตกแต่งขอบด้วยสีเบจทุกตำแหน่ง ซึ่งท่าทางในการนั่งก็ให้ความสบายพอสมควร เพราะฐานเบาะและพนักพิงค่อนกว้าง ทำให้ส่งผลดีสำหรับคนรูปร่างท้วมใหญ่ อีกทั้งฐานเบาะมีความยาวยื่นไปด้านหน้าทำให้สามารถรองรับใต้ท้องขาได้พอดี

IMG_0751

ส่วนพนักพิงไม่ยวบเป็นหลุมเยอะเกินไปซับพอร์ตสรีระด้านหลังกำลังดี อีกทั้งปีกเบาะก็ยื่นออกมาไม่มาก จึงทำให้ผู้นั่งไม่อึดอัดสำหรับตัวหมอนพิงศีรษะปรับได้แค่ทิศทางสูง-ต่ำ ปรับองศาให้ดันศีรษะไม่ได้ ส่วนตำแหน่งของเบาะใช้การปรับด้วยมือทั้งหมด (ฝั่งคนขับปรับสูง-ต่ำ เดินหน้า-ถอยหลังได้ ฝั่งผู้โดยสารปรับได้เฉพาะเลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังเท่านั้น) อย่างไรก็ดีคนรูปร่างเล็กหรือผอมอาจรู้สึกว่าเบาะนั่งได้ไม่กระชับตัวนักเพราะฐานและพนักพิงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลให้ตัวผู้ขับเหวี่ยงไปมาเมื่อต้องขับเข้าโค้ง ในส่วนของระยะเฮดรูมค่อนข้างเหลือพื้นที่พอสมควร โดยผู้ขับมีความสูงประมาณ 170 ซม. และมีการปรับตำแหน่งความสูงของฐานเบาะในตำแหน่งสูงสุด ระยะห่างระหว่างเพดานกับศีรษะยังเหลืออีก 1 ฝ่ามือแนวตั้ง

IMG_0630

สายเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าเป็น ELR 3 จุด สามารถปรับระดับสูง-ต่ำ ให้เหมาะกับสรีระแต่ละคนได้

IMG_0737 IMG_0738

ส่วนเบาะหลังออกแบบให้สามารถนั่งได้ 3 คน (หมอนรองศีรษะ 3 ตำแหน่ง) แต่ถ้านั่งจริงๆ อาจรู้สึกอึดอัดและไม่ค่อยสะดวกนัก อีกทั้งพนักพิงค่อนข้างชันและไม่เป็นหลุมยุบตัวลงไป เมื่อคนขับเข้าโค้งด้วยความแรง อาจทำให้ผู้นั่งด้านหลังเหวี่ยงตัวไปมาได้ ส่วนหมอนรองศีรษะสามารถปรับระดับสูงต่ำได้เท่านั้น ขณะที่ตัวฐานเบาะนั้นสั้นไปสักนิด ทำให้ไม่ซัพพอร์ตใต้ท้องขาเท่าที่ควร สำหรับเข็มขัดนิรภัยเป็นแบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง มาพร้อมจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX และระบบป้องกันเด็กเปิดประตูจากในรถ

IMG_0748
อีกหนึ่งจุดที่เป็นจุดเด่นของ NOTE คือความสบายในห้องโดยสารแถวหลัง พื้นความห่างระหว่างหัวเข่ากับด้านหลังของเบาะหน้า ซึ่งจากได้ลองนั่ง พบว่ายังมีช่องว่างเหลือค่อนข้างเยอะ (โดยตำแหน่งเบาะหน้าลื่นถอยหลังสุดราง) ซึ่งก็เป็นผลดีกับคนรูปร่างสูงโย่งขายาวไม่ต้องกังวลว่าเข่าจะไปชนหรือยันกับด้านหลังของเบาะคู่หน้า ส่วนระยะเฮดรูมก็เป็นจุดเด่นที่น่าชื่นชม หลังจากได้ลองวัดโดยผู้นั่งที่ตัวสูงประมาณ 170 ซม. พบว่ามีพื้นที่เหลือประมาน 1 ฝ่ามือแนวนอน ซึ่งตรงนี้นับเป็นข้อดีทำให้ผู้โดยสารนั่งได้อย่างผ่อนคลายไม่อึดอัด

IMG_0747

ประตูผู้โดยสารด้านหลังเปิดได้กว้างถึง 85 องศา ช่วยให้การเข้า-ออกรถหรือขนถ่ายสัมภาระขึ้นลงทำได้ง่ายและสะดวก
IMG_0605
IMG_0607
IMG_0608
เบาะหลังสามารถปรับแยกแบบ 60 : 40 ทำให้รองรับไลฟ์สไตล์ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ (รุ่น 1.2 V พนักพิงเบาะหลังพับลงได้ทั้งแผ่นแบ่งพับแยกไม่ได้) ส่วนประตูท้ายเปิดกว้างได้ถึง 3 ระดับ คือ 47, 65 และ 85 องศา ทำให้สะดวกต่อการขนสัมภาระเข้า-ออก ด้านในมีพื้นที่เก็บของค่อนข้างเหลือเฟือ สามารถวางกระเป๋าเดินทางหรือถุงกอล์ฟได้ 2-3 ใบแบบสบายๆ และเมื่อปรับพับเบาะลงไปก็เพิ่มพื้นที่วางของได้อีก ทำให้สะดวกต่อการบรรทุกสิ่งของยาวๆ เช่น จักรยานหรือต้นไม้ได้แบบไม่มีปัญหา

IMG_0606
ใต้แผ่นวางสัมภาระเมื่อเปิดยกขึ้นมา เป็นที่อยู่ของยางอะไหล่และชุดประแจถอดล้อ-แม่แรงยกรถ

IMG_0602 IMG_0604
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน รหัส HR12DE แบบ 3 สูบแถวเรียง 1,198 ซีซี DOHC 12 วาล์ว CVTC (Continuously Variable-valve Timing Control) ระบบจ่ายเชื้อเพลิงเป็นหัวฉีดอิเลกทรอนิคส์ มัลติพอยท์ (ECCS) รีดพละกำลังออกมาได้สูงสุด 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 106 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที พร้อมระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง (Idling Stop) ช่วยเสริมให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร เทียบเท่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 4 อีกด้วย รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20 ได้
CVT.jpg.ximg.l_12_m.smart

ด้านระบบเกียร์เป็นแบบอัตโนมัติอัตราทดแปรผัน Xtronic CVT มาพร้อม D-Step Logic (เกียร์ลูกเดียวกับ March และ Almera) อัตราทดเกียร์ เดินหน้า (D) 4.0062-0.5500 ถอยหลัง (R) 3.7708 อัตราทดเฟืองท้าย 3.7539

สำหรับระบบช่วงล่าง ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สัน-สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นทอร์ชันบีม พร้อมเหล็กกันโคลง ในขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกด้านหลังดรัมเบรก นอกจากนี้ยังเสริมความมั่นใจด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐาน ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC) ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) เพื่อลดปัญหารถไหลเมื่อออกตัว และถุงลม SRS ในคู่หน้า

INTELLIGENT AROUND-VIEW MONITOR.jpg.ximg.l_12_m.smart
ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยของ NISSAN NOTE นับเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นและค่อนข้างคุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับราคาและคู่แข่งในเซกเมนท์ใกล้เคียงกัน ภายใต้ NISSAN Intelligent Driving Technologies ซึ่งประกอบด้วยระบบ Intelligent Around View Monitor (AVM) กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง AVM มองเห็นได้ทุกจุดรอบคัน ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน MOD (Moving Object Detection) โดยแสดงผลที่กระจกมองหลัง

im_3-1.jpg.ximg.l_6_m.smart
ระบบ Intelligent Forward Collision Warning ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (โดยใช้เซ็นเชอร์จากกล้องด้านหน้ารถสามารถตรวจจับบุคคลและยานยนต์บริเวณหน้ารถ) แล้วส่งสัญญาณเสียงพร้อมสัญลักษณ์เตือนบนหน้าปัด

123.jpg.ximg.l_6_m.smartระบบ Intelligent Emergency Braking ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ ซึ่งทำงานร่วมกับระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ โดยวิเคราะห์ระยะห่างและความเร็วด้วยกล้องด้านหน้า แล้วช่วยชะลอความเร็วและหยุดรถ

im_4-1.jpg.ximg.l_6_m.smart
รวมไปถึงระบบ Lane Departure Warning (LDW) ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง ระบบจะเตือนผู้ขับขี่ ด้วยเสียงและสัญญาณไฟที่บริเวณหน้าปัดเมื่อรถออกนอกช่องทางโดยไม่ได้ตั้งใจ (ระบบจะทำงานที่ความเร็วมากกว่า 70 กม./ชม.)

ทดสอบรถ

ในด้านสมรรถนะหลังจากได้ทำความคุ้นเคยอยู่ 2 วัน โดยมีการทดลองขับทั้งถนนหนทางในเขตเมืองมีรถหนาแน่นและชานเมืองซึ่งสามารถใช้ความเร็วได้สูงระดับหนึ่ง ที่สำคัญเรามุ่งเน้นขับเสมือนใช้งานจริงเร็วบ้างช้าบ้างตามจังหวะสภาพจราจร พร้อมเปิดแอร์แบบอัตโนมัติ เติมลมยางตามสเปกโรงงาน

โดยในช่วงแรกกับการทดสอบขับในเมืองเน้นพิสูจน์ความคล่องตัวเป็นหลัก แน่นอนว่า NOTE ก็สามารถรองรับการขับใช้งานได้อย่างสะดวก อีกทั้งการเปลี่ยนช่องทางจราจรหรือเลี้ยวซ้าย-ขวาในตรอกซอกซอยแคบๆ ก็ทำได้ง่ายและเบามือ ด้วยพวงมาลัยที่เป็นแบบแร็คแอนพิเนียน พร้อมเพาเวอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) แต่อย่างไรก็ดีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุดอยู่ที่ 5.2 ม. ซึ่งตัวเลขนั้นมากกว่าคู่แข่งหลายๆ ค่าย แต่นั่นก็ไม่ถือว่าเป็นข้อด้อยซะทีเดียว เพราะมีการทดแทนความสะดวกในการขับด้วย เทคโนโลยีกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา Around View Monitor (AVM) ทำให้การกลับรถ-ถอยหลัง-เดินหน้าทำได้อย่างปลอดภัย

ต่อเนื่องการขับมายังบนถนนสายรองในเขตชานเมือง สามารถได้ทดลองกับสมรรถนะของขุมพลังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยอัตราเร่งเมื่อเทียบกับสเปกเครื่องยนต์ 3 สูบ 1.2 ลิตร และต้องแบกน้ำหนักตัวรถตันนิดๆ (ไม่รวมน้ำหนักคนขับ) หากคาดหวังจะให้แรงพุ่งทะยานได้แบบกระฉับกระเฉงก็คงไม่เป็นแบบนั้น โดยเฉพาะช่วงออกตัวจากจุดหยุดนิ่งและไต่ระดับความเร็วไปถึงประมาณ 60-70 กม./ชม. ค่อนข้างหน่วงไปสักนิด ทำให้การเร่งแซงอาจต้องเผื่อระยะไว้สักนิด แต่ถ้าผู้ขับมีอุปนิสัยใจเย็นไม่เร่งรีบมากเชื่อว่าสามารถปรับตัวให้เคยชินได้ไม่ยาก อย่างไรก็ดีเมื่อความเร็วไหลไปแต่ 90-110 กม./ชม. รู้สึกว่าการตอบสนองทำได้ดีและต่อเนื่องขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นช่วงความเร็วที่ใช้กันอยู่บ่อยๆ บนท้องถนน แต่จะมารู้สึกหนืดๆ อีกทีหากต้องการเร่งให้ความเร็วไปแตะ 120 กม./ชม

โดยระดับความเร็ว 90 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,600 รอบ/นาที, 100 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ 1,800 รอบ/นาที, 110 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ 2,000 รอบ/นาที และ 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ 2,200 รอบ/นาที

อีกหนึ่งจุดที่หลายๆ คนอยากทราบข้อมูล คือ อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง โดยการทดสอบจากผู้ผลิตมีการเคลมตัวเลขค่าความสิ้นเปลืองไว้ 20 กม./ลิตร ซึ่งจากการทดสอบทั้งบนเส้นทางในเมืองที่จราจรหนาแน่นและการใช้ความเร็วในเขตชานเมือง รวมระยะทาง 350 กม.ตัวเลข On Board ในรถคำนวณอัตราความสิ้นเปลืองเฉลี่ยออกมา 14.6 กม./ลิตร ซึ่งตัวเลขระดับนี้นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

แน่นอนเมื่อใช้ความเร็วมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือประสิทธิภาพของระบบช่วงล่างและการทำงานของเบรก หากทำความเข้าใจและยอมรับได้ว่าด้วยคาแรคเตอร์ NOTE นั้นเป็นรถที่เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก และไม่ได้ถูกเซ็ทมาให้เป็นรถที่ตอบโจทย์ด้านความเร็วซะทีเดียว ดังนั้นการตอบสนองของระบบช่วงล่าง ในช่วงระดับความเร็ว 100-120 กม./ชม. ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนอาจจะไม่ได้แน่นหนึบมากนัก โดยเฉพาะเมื่อสาดในโค้งลึกๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงจากข้อจำกัดของยางที่คุณสมบัติไม่ได้เน้นรองรับการซิ่งซะทีเดียว

แต่ขณะเดียวกันหากขับด้วยความเร็ว 80-90 กม./ชม. บนทางตรงๆ การทำงานของระบบช่วงล่างนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว แน่นกระชับกำลังดี สามารถซับแรงกระแทกหรือการสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งคอสะพานหรือพื้นถนนที่ต่างระดับกัน รวมไปถึงการคอนโทรลพวงมาลัยในช่วงความเร็วต่ำถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจ อาจไม่ถึงขั้นเบาหวิวซะทีเดียวแต่ก็ไม่หนักเกินไปจนเป็นอุปสรรคในการขับขี่ โดยเฉพาะกับบรรดาสาวๆ ทั้งหลายก็ยังสามารถบังคับทิศทางได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังส่งผลดีมาถึงช่วงที่ความเร็วเพิ่มขึ้น คือยังให้ความรู้สึกหน่วงมืออยู่บ้าง ทำให้ผู้ขับรู้สึกว่าคอนโทรลรถได้อย่างมั่นใจ สำหรับการทำงานของระบบเบรก เมื่อใช้ความเร็วสูงและแตะแป้นเบรกเพื่อชะลอความเร็วแต่ไม่ถึงต้องให้หยุดสนิท รู้สึกได้ชัดเจนว่าคาลิเปอร์ทำงานช้าไปสักนิด จึงทำให้ต้องกดแป้นเบรกให้ลึกลงไปอีก ซึ่งใครที่ไม่คุ้นชินกับจังหวะอาจจะทำให้เผลอเบรกหนักจนหัวทิ่มหัวตำได้ ฉะนั้นใครที่เพิ่งได้รถมาครอบครอง ควรทำความเข้าใจและเรียนรู้คาแรคเตอร์ของแป้นเบรกสักหน่อย เพื่อกะระยะให้สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัย

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ต้องชื่นชม คือคุณภาพการบุหรือซีลเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกเข้าสู่ห้องโดยสาร ทั้งเสียงเครื่องยนต์ เสียงลมหรือเสียงยาง นับว่าทำได้ดีเกินคาด ถามว่ามีเสียงเล็ดลอดเข้ามาไหมมีครับแต่ก็น้อยมาก และไม่สร้างความรำคาญหรือถึงขั้นต้องตะโกนคุยกับคนนั่งในเบาะแถวหลัง เพราะส่วนใหญ่กับรถราคาระดับนี้ 80-90 กม./ชม. ก็หูอื้อกันแล้ว และนี่ยังสามารถเก็บเสียงได้ดีถึงระดับ 120-130 กม./ชม. ทีเดียว

ล่าสุด NISSAN ยังได้เพิ่มทางเลือกให้กับผู้สนใจ ด้วยสีใหม่สำหรับชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ Personalization Package คือ ขาว, ชมพู และเหลือง นอกเหนือจากสีเดิม คือ สีส้ม สีแดง สีดำ และสีม่วง โดยลูกค้าสามารถเลือกแพ็คเกจตกแต่งภายนอก (Exterior Personalization Package) ด้วยราคาเริ่มต้น 6,800 บาท และแพ็คเกจตกแต่งภายใน (Interior Personalization Package) ราคาเริ่มต้น 5,250 บาท นอกจากนี้สำหรับชุดแต่งรอบคันแบบ แอโร คิท ยังเพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยแถบสีแดงบริเวณแผงสเกิร์ตด้านข้าง

สรุป : NISSAN NOTE นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับคนที่กำลังมองหายานยนต์ในสไตล์คอมแพ็คแฮทช์แบคไว้ใช้งาน มาพร้อมกับความอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ได้หลากหลาย ผสานความลงตัวด้วยห้องโดยสารที่มีความกว้างเป็นจุดเด่น ที่สำคัญยังเน้นหนักด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำๆ แบบเหนือกว่าคู่แข่งในคลาสเดียวกัน ส่วนขุมพลัง 1.2 ลิตร อาจไม่โดดเด่นด้านความจัดจ้าน แต่กลับกันก็ทดแทนด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัด เหมาะอย่างยิ่งกับยุคน้ำมันราคาแพง และเมื่อเปรียบเทียบด้วยราคากับสิ่งที่ได้มานับว่าความคุ้มค่าเกินตัว เพียงพอสำหรับการใช้งานง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่อยากให้ปรับปรุง : จอแสดงผลของระบบ AVM หรือกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง ค่อนข้างเล็กทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน, พอร์ต USB ควรติดตั้งอยู่นอกเก๊ะเก็บของเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน

สิ่งที่อยากให้มี : ทางเลือกของเครื่องยนต์ควรมีมากกว่านี้

ขอขอบคุณ : บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

เรื่อง/ภาพ : ระพี มาประสพ

IMG_0668IMG_0801IMG_0802IMG_0804IMG_0800IMG_0805IMG_0794IMG_0793IMG_0790IMG_0679IMG_0813IMG_0807IMG_0797IMG_0674IMG_0706IMG_0773IPOD AND USB.jpg.ximg.l_12_m.smartIMG_0762IMG_0772IMG_0766IMG_0728IMG_0722IMG_0648IMG_0644IMG_0645IMG_0646IMG_0647IMG_0769IMG_0643IMG_0632IMG_0589IMG_0780IMG_0782IMG_0743IMG_0752IMG_0751IMG_0748IMG_0747IMG_0742IMG_0738IMG_0630IMG_0737IMG_0605IMG_0607IMG_0608IMG_0606IMG_0604IMG_0603IMG_0602  CVT.jpg.ximg.l_12_m.smartlong wheel base.jpg.ximg.l_12_m.smart123 INTELLIGENT AROUND-VIEW MONITOR.jpg.ximg.l_12_m.smartim_3-1.jpg.ximg.l_6_m.smart123.jpg.ximg.l_6_m.smartim_4-1.jpg.ximg.l_6_m.smartHill Start Assist (HSA).jpg.ximg.l_6_m.smart


รถใหม่ 2021

รถยอดนิยม

Ford Ranger ราคา 528,000.

Ford Everest ราคา 1,299,000.


Mazda 2 ราคาเริ่มต้น 546,000.
Mazda 3 ราคาเริ่มต้น 969,000.
Mazda CX-3 ราคาเริ่มต้น 769,000.


Nissan Almera ราคาเริ่มต้น 499,000.
Nissan Kicks ราคาเริ่มต้น 889,000.
Nissan Navara ราคาเริ่มต้น 599,000.


Toyota Fortuner ราคาเริ่มต้น 1,319,000.
Toyota Revo ราคาเริ่มต้น 544,000.
Toyota Vios ราคาเริ่มต้น  609,000.
Toyota Yaris ATIV 4 ประตู ราคาเริ่มต้น 529,000.
Toyota Yaris 5 ประตู ราคาเริ่มต้น 539,000.
Toyota Corolla Cross ราคาเริ่มต้น 989,000.


Honda City ราคาเริ่ม 579,500.
Honda City Hatchback ราคาเริ่ม 599,000.
Honda City e:HEV ราคา 839,000.
Honda Civic ราคาเริ่ม 874,000.


โตโยต้า อัลติส| โตโยต้า รีโว | Honda City | Honda Civicมาสด้า 2 | Mazda CX-5 | นิสสัน อัลเมร่า | นิสสัน คิกส์ | นิสสัน เทียน่า | Suzuki Swift | มิราจ | แอททราจ | ISUZU D-MAX | ISUZU MU-X




ข่าวรถใหม่ 2021

Sales ประจำเว็บนะครับ

BMW 096-998-2498 K.ดวงใจ (ตูน) BMW Europa Motor พระราม 2/ Id Line : @bmweuropamotor
Ford 086-7548473 K.ข้าวตู *พระราม 2
Honda 085-082-2662 K.บอล *HONDA สาธุประดิษฐ์ Line ID : ballz12345
Hyundai 097-249-3639 K.พล Line ID : nine_pon
ISUZU 087-332-1320 K.อาม เพชรเกษม Line ID : armisuzu108
Mazda 092-8687997 K.แบงค์ สาขาสุขุมวิท 65 ID Line : bankmazda
Mercedes-Benz 082-5445292 K.หนุ่ย Benz Metro Autohaus พระราม 2 ID Line : 0825445292
MG 098-6656996 K.บี สาขาเพชรเกษม 65 บางแค Line : beblaire
MINI 065-6479399 K.เปิ้ล สาขาพระราม 4 และ เอกมัย Millennium Auto / / Id Line : noople_mini
Mitsubishi 080-2423-959 K.มะเหมี่ยว พระราม 2 / Id Line : mameaw767
Nissan 086-0364350​ K.เอ๋ มหาชัยเมืองใหม่ ID LINE : ae-nissan
Suzuki 089-508-9575 K.ข้าวเม่า *จอมทอง / Id Line : @dfg4137a
Volvo 064-5695144 K.ออย *พระราม 2 / Id Line : Lilduck55
* ถ้ามีการโอนเงินค่าจอง จะโอนเข้า ชื่อบริษัท เท่านั้น ไม่มีการโอนเป็นชื่อ Sales นะครับ
** โทรหา Sales บอกว่ามาจาก 9carthai ของแถมพิเศษ ครับ
*** *** พี่ๆที่ Comment รบกวนช่วย ทิ้งเบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือ อีเมล ให้ Sales ติดต่อกลับด้วยนะครับ

แสดงความคิดเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.