
BYD เพิ่งเปิดตัว BYD Seagull รุ่นปี 2026 ใหม่ในจีน ซึ่งก็คือรถแฮทช์แบ็กไฟฟ้าคันเล็กที่ขายในยุโรปภายใต้ชื่อ Dolphin Surf หรือ BYD Atto 1 ในไทย นั่นเอง ตัวรถมีขนาดเล็กกะทัดรัด ยาวเพียง 3,780 มม. แต่รอบนี้สิ่งที่ทำให้คนทั้งวงการหันมามองไม่ใช่เรื่องดีไซน์ แต่คือ “LiDAR” บนหลังคารถ!
สำหรับ BYD Seagull รุ่นใหม่ ภายนอกมีการปรับเล็กน้อย เช่น เพิ่มสีใหม่ Mango Orange และ Mint Green พร้อมล้อลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ายังคงใช้ชุดเดิม กำลัง 74 แรงม้า
แต่ไฮไลต์สำคัญคือระบบ DiPilot 300 ซึ่งเป็นแพ็กเกจช่วยขับระดับกลางในตระกูล “God’s Eye” ของ BYD โดยระบบนี้ผสานการทำงานของ LiDAR, กล้อง และเรดาร์เข้าด้วยกัน
วิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าคันไหนมี LiDAR คือบนหลังคาจะมีโมดูลนูน ๆ ติดอยู่ด้านหน้า จนสื่อต่างประเทศแซวว่าดูเหมือนเอาท่อดักอากาศของ McLaren 675LT มาแปะไว้บนหลังคา
เรื่องราคาก็น่าสนใจมาก เพราะ BYD Seagull รุ่นเริ่มต้น แบตเตอรี่ 30.1 kWh วิ่งได้ 305 กม. ตามมาตรฐาน CLTC เปิดราคาที่ 69,900 หยวน หรือประมาณ 330,000 บาท
ส่วนรุ่นท็อปแบตเตอรี่ 38.9 kWh วิ่งได้ไกล 405 กม. ราคาอยู่ที่ 85,900 หยวน หรือประมาณ 410,000 บาท
แต่ถ้าเพิ่มระบบ DiPilot 300 พร้อม LiDAR ราคาจะกระโดดขึ้นไปทันที รุ่นเริ่มต้นจะขึ้นเป็น 90,900 หยวน หรือประมาณ 430,000 บาท และรุ่นท็อปแตะ 97,900 หยวน หรือประมาณ 460,000 บาท
แม้หลายคนจะบอกว่าการจ่ายเพิ่มกว่า 1 แสนบาทเพื่อ LiDAR ในรถราคาประหยัดดูแรงไปหน่อย แต่ความจริงคือเซ็นเซอร์ LiDAR ยังมีต้นทุนสูงมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ BMW และ Mercedes-Benz ตัดสินใจถอดระบบนี้ออกจาก BMW 7-Series และ Mercedes-Benz S-Class รุ่นใหม่
ก่อนหน้านี้ทั้งสองแบรนด์ใช้ LiDAR กับระบบขับขี่อัตโนมัติ Level 3 ที่สามารถปล่อยมือได้บนทางด่วน แต่ระบบเหล่านั้นมีราคาสูงถึงประมาณ 7,000 ดอลลาร์ หรือกว่า 200,000 บาท ทำให้ไม่คุ้มในเชิงต้นทุน
ตอนนี้ BMW และ Mercedes-Benz เลยหันไปโฟกัสระบบ Level 2 ที่ยังต้องให้คนขับมองถนนอยู่ แต่สามารถใช้งานแบบปล่อยมือได้ในเมืองแทน ส่วนระบบ Level 3 จะกลับมาอีกครั้งในอนาคต
ถึงแม้ BYD Seagull จะมี LiDAR แล้ว แต่ระบบ DiPilot 300 ก็ยังเป็นเพียง Level 2 เท่านั้น ไม่ใช่ Level 3 อย่างไรก็ตาม BYD ก็กำลังพัฒนาระบบ Level 3 สำหรับรถรุ่นอื่น ๆ อยู่ และถ้าดูจากความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีของจีนตอนนี้ ก็มีโอกาสไม่น้อยที่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า รถเล็กสุดของ BYD อย่าง Seagull อาจขับอัตโนมัติได้จริงแบบเต็มรูปแบบ
ตอนนี้ภาพชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจีนไม่ได้แค่ทำรถ EV ราคาถูกอีกต่อไป แต่กำลังทำให้ “เทคโนโลยีระดับรถหรู” กลายเป็นของที่เข้าถึงได้สำหรับคนทั่วไป
สุดท้ายนี้ ถ้าหากทางทีมงานทราบข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติม จะนำมารายงานให้เพื่อน ๆ ทราบอีกครั้งนะครับ
รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ...
ราคาเริ่มไม่เกิน 500,000.
ราคา 500,000 - 700,000.
ราคา 1,000,000 - 2,000,000.
ราคา 2,000,000. ขึ้นไป






แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " เปิดตัว BYD Seagull ปี 2026 อัปเกรดใหญ่! เพิ่ม LiDAR ติดแบตเตอรี่ 38.9 kWh วิ่งได้ไกล 405 กม. ในจีนเริ่ม 330,000.- "