
รถไฟฟ้าตัวเล็กสุดฮิตจากจีนอย่าง BYD Seagull กำลังจะอัปเกรดครั้งใหญ่ เพราะล่าสุดมีคนพบรถทดสอบรุ่นใหม่ในจีนแบบ ไม่พรางตัว และสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือการติดตั้ง LiDAR บนหลังคา ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ปกติจะอยู่ในรถระดับแพงมากกว่า
LiDAR ที่ติดตั้งคาดว่าจะทำงานร่วมกับระบบช่วยขับ God’s Eye B (DiPilot 300) ของ BYD โดยใช้ชิปประมวลผล Nvidia Drive Orin ที่มีพลังคำนวณสูงถึง 254 TOPS ทำให้รองรับฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น
นอกจากนี้ BYD ยังปรับปรุงด้านสมรรถนะเล็กน้อย โดยเพิ่มกำลังมอเตอร์เป็น 60 kW จากเดิม 55 kW เพื่อรองรับน้ำหนักของเซ็นเซอร์และแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น ส่วนระยะฐานล้อยังคงเดิมที่ 2,500 มม.
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ ระยะทางวิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 505 กม. (มาตรฐาน CLTC) ซึ่งมากกว่ารุ่นปัจจุบันประมาณ 100 กม. เลยทีเดียว
การอัปเกรดครั้งนี้ถือว่าเป็นการตอบโต้คู่แข่งโดยตรง เพราะช่วงต้นปี 2026 รถไฟฟ้าราคาประหยัดอย่าง Geely Geome Xingyuan ทำยอดขายแซง Seagull ไปแล้ว โดยในเดือนมกราคมขายได้ 29,007 คัน ขณะที่ Seagull ทำได้เพียง 5,329 คัน เท่านั้น
ดังนั้น BYD จึงเริ่มนำเทคโนโลยีขั้นสูงที่เคยมีเฉพาะรถหรูในเครืออย่าง Denza และ Yangwang ลงมาใส่ในรถระดับเริ่มต้น เพื่อดึงความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีกลับมา
พร้อมกันนั้น BYD ยังต้องรับมือกับคู่แข่งใหม่ ๆ เช่น
ที่กำลังขยายตลาดไปต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและออสเตรเลียด้วย
สำหรับตลาดโลก รถรุ่นนี้ยังใช้ชื่อแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น
ส่วน LiDAR ที่เพิ่มเข้ามานั้นคาดว่าจะเป็น ออปชันเสริมราคา 10,000 หยวน (ประมาณ 46,000 บาท) โดยพัฒนาร่วมกับบริษัท Robosense
พูดง่าย ๆ คือ BYD กำลังพยายามทำให้ เทคโนโลยีช่วยขับขั้นสูงกลายเป็นเรื่องปกติ แม้ในรถไฟฟ้าราคาประหยัด เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด EV ขนาดเล็กเอาไว้
รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ...
ราคาเริ่มไม่เกิน 500,000.
ราคา 500,000 - 700,000.
ราคา 1,000,000 - 2,000,000.
ราคา 2,000,000. ขึ้นไป
แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " BYD Seagull โฉมใหม่โผล่! ใส่ LiDAR เทคโนโลยีรถหรูใน EV ราคาประหยัด "